ทางเพลงที่ตาสอน

posted on 26 Sep 2010 04:07 by tatajrr

ทางเพลงที่ตาสอน             

ผมยังจำวันนั้นได้ดีครับ  วันที่ผมทราบว่าผมสอบเอนทรานซ์ติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรได้  แม่กับผมดีใจกันยกใหญ่  แม่รีบควานหาเหรียญในกระเป๋าสะพายใบเก่าๆแล้วหยอดตู้โทรศัพท์โทรหาพ่อทันที  แม่บอกพ่อว่าผมสอบติดหมอแต่…แต่ครับแต่  แต่ห้ามพ่อบอกเรื่องนี้กับตาเด็ดขาดเดี๋ยวแม่จะจัดการเอง ไม่ทันเสียแล้วที่แม่จะพูดประโยคหลังนี้ไป  พ่อผมคงดีใจไม่แพ้ผมกับแม่เลยรีบตะโกนซะลั่นบ้านว่าผมสอบติดหมอ  เท่านั้นแหละครับเป็นเรื่องทันที  ตาของผมกำลังนั่งตีระนาดอยู่ในห้องหลังบ้าน  แกรีบเดินออกมาแล้วขว้างไม้ระนาดใส่พ่อผม  ดีที่พ่อผมเป็นพลทหารเก่าเลยหูไวตาไวหลบไม้ระนาดเพชฌฆาตของตาได้ทัน  ตาผมอาละวาดเป็นการใหญ่  ถามทันทีเลยว่าทำไมกูไม่รู้เรื่องนี้  เวลานั้นบรรดาลุงๆน้าๆของผมก็รีบวิ่งมาดูสถานที่เกิดเหตุกันหลายคน  พอตาแกเห็นว่ามากันเยอะเข้าก็ยิ่งเสียงดังขึ้นไปอีก  แกหาว่าทุกคนในบ้านช่วยกันปกปิดเรื่องของผม  จากนั้นแกก็ถามถึงผมกับแม่ว่าตอนนี้มันอยู่ไหน  พ่อผมก็อ้ำๆอึ้งๆเพราะเป็นคนโกหกตาเองว่าผมกับแม่ไปหาหมอที่กรุงเทพ  ตาเลยสั่งให้พ่อโทรหาแม่เป็นการด่วนว่าให้รีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด  ผมนี้ขนลุกเลยครับตอนที่พ่อโทรมา  แต่แม่ยังยืนกรานว่าเดี๋ยวแม่จัดการเอง

คงเป็นเพราะตาแกหวังกับผมเอาไว้มากว่าจะให้เป็นคนดูแลวงปี่พาทย์แทนแก  ผมถูกตาจับหัดตีฆ้องตั้งแต่อายุ 4 ขวบ  ผมยังจำภาพนั้นได้ครับ  ตาอุ้มผมมานั่งบนตักแล้วจับมือผมตีฆ้องวงใหญ่ไปมาซ้ายทีขวาที  ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าที่ตีนั่นหนะมันเป็นเพลงอะไร  รู้แต่ว่าผมชอบเพราะว่ามันสนุกดี  พอผมโตขึ้นมาหน่อยสักประมาณ 7-8 ขวบ  จากที่ตาพาไปนั่งบนตักในวงฆ้องคราวนี้รู้สึกว่าจะเป็นงานเป็นการมากขึ้น  วันนั้นผมสังเกตว่ามีคนมาบ้านผมเยอะเป็นพิเศษตั้งแต่เช้ามืด  แม่บอกผมว่าวันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียน  ผมก็งงอยู่เหมือนกันเลยบอกแม่ว่าวันนี้มันวันพฤหัสฯนะแม่โรงเรียนยังไม่ปิด  แม่บอกผมคำเดียวว่าตาสั่งไว้ให้ไม่ต้องไป  ครับ… คำสั่งตาใครหน้าไหนในบ้านหละครับที่กล้าขัด

พอเริ่มสายหน่อยของวันนั้นแม่ก็เรียกผมไปนั่งอยู่ใกล้ๆแท่นที่ตาขึ้นไปนั่ง  ตาแต่งตัวแปลกๆด้วยการใส่ชุดสีขาวทั้งตัว  ตรงหน้าของตาเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายอย่างที่น่ากินทั้งนั้น และถัดขึ้นไปเป็นชั้นๆตรงหน้าตามีเครื่องดนตรีและรูปของใครต่อใครก็ไม่รู้วางอยู่  ผมต้องนั่งพนมมือพับเพียบเรียบร้อยอยู่ตรงนั้นนานเป็นชั่วโมงโดยมีแม่กำกับอยู่  เสียงตาพูดอะไรก็ไม่รู้แล้วให้ผมกับแขกที่มาในงานว่าตาม  จากนั้นวงปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงขึ้นสลับกันไปอย่างนี้จนตะคริวที่กินขาผมลามมาถึงเอวแล้ว  ช่วงเวลาอายุขนาดนั้นของผมต้องยอมรับเลยว่าผมงงสุดๆ ว่าทำไมผมถึงต้องมานั่งตรงนี้ด้วย  มันไม่น่าจะใช่เรื่องของเด็กนี่นา  แค่ผมขยับตัวนิดหน่อยแม่ก็หยิกเอวผมจนเขียว  แต่ที่เจ็บกว่าการหยิกของแม่ก็คือสายตาของตาที่เหลียวมามองผมเวลาที่ผมทำท่าไม่อยู่สุก  แววตานั้นมันน่าสยดสยองจนผมต้องนั่งเสียตัวตรงดิ่ง

ผมจำได้อีกหน่อยว่าจากนั้นพ่อก็ยกฆ้องวงใหญ่มาให้ตา  แม่กระซิบข้างหูผมเบาๆว่าตาจะจับมือตีเพลงสาธุการให้  แล้วแม่ก็ส่งขันที่ภายในมีดอกไม้และเงินอยู่ให้ผม ผมถูกสั่งให้คลานเข่าเข้าไปหาตา  ผมได้ยินตาว่าคาถาอะไรไม่รู้ก่อนที่จะเอาแป้งเย็นๆมาเจิมที่หน้าผากผม  พอเจิมเสร็จตาก็สั่งให้ผมเข้าไปนั่งในวงฆ้อง  ตาจับไม้ฆ้องมาวางบนหัวผมแล้วเสกคาถาอะไรสักอย่างอยู่นิดหน่อยก่อนจะเป่ามาที่หัวผม  ตากำชับผมว่าให้ตั้งใจและอย่าขืนมือ  ผมปล่อยตัวตามสบายเก็บอาการเกร็งไว้ภายในยอมให้ตานำพามือและแขนผมไปตามลูกฆ้อง  จากวันนั้นเป็นต้นมาเวลาวิ่งเล่นของผมก็น้อยลงหรือแทบไม่มีเลย  เพราะหลังจากกลับจากโรงเรียนแล้วถ้าการบ้านไม่หนักจริงผมก็จะไม่มีวันได้ห่างไกลจากวงฆ้องและรางระนาดเป็นเด็ดขาด  ยิ่งวันเสาร์ - อาทิตย์ด้วยแล้วผมอยากจะตะโกนดังๆเลยว่านรกชัดๆ

นับตั้งแต่ผมเรียนจบและได้งานทำในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในเมืองหลวงผมก็ไม่ได้กลับบ้านเลยตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา  ชีวิตหมอใหม่ก็อย่างนี้แหละครับถูกทดสอบทดลองและก็ใช้งานอยู่เรื่อย  ทุกวันนี้ผมยิ่งสับสนตัวเองมากขึ้นว่าบ้านเกิดผมอยู่ที่เมืองหลวงเก่าอยุธยาหรือเมืองหลวงกรุงเทพที่แสนวุ่นวายกันแน่  เข้าพรรษาครั้งนี้ผมเลยไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปง่ายๆที่จะกลับบ้านมาเยี่ยมทุกคนโดยเฉพาะตาของผม  แน่นอนครับเป็นการพบกับตาครั้งแรกหลังจากที่ผมได้งานทำเป็นคุณหมอเต็มตัว

รถไฟ  รถเมล์  และมอเตอร์ไซค์รับจ้างนำพาผมมาจนถึงบ้านที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของดนตรีไทย  บ้านที่รักของผม  ผมเดินเข้าบ้านด้วยความดีใจที่ได้กลับมา  แม่ลงมารับผมที่หน้าประตูรั้วพร้อมกับโอบกอดอย่างรักและคิดถึงโดยที่ผมไม่ทันได้ยกมือสวัสดี

“เป็นไงบ้างลูก”  เสียงแม่สะอื้น

“มาอยู่หลายๆวันนะลูกนะ  แม่คิดถึงเอ็งจะแย่แล้วลูก”  น้ำตาแม่ไหลพราก  ทำเอาผมพลอยน้ำตาซึมไปด้วย

ผมกอดแม่จนแน่นอยู่สักประเดี๋ยวโดยที่ไม่พูดอะไร  คงเป็นเพราะความตื้นตันใจที่อัดอยู่ข้างในจนทำให้ไม่สามารถพูดได้  ผมโอบเอวแม่แล้วพากันขึ้นบ้าน  ผมเห็นระนาดที่ผมเคยตีเมื่อตอนยังหัดใหม่ๆวางชิดข้างฝาอยู่  บ้านดูเงียบผิดปกติ

“แม่ครับ  ทำไมบ้านดูเงียบๆ  ไปทำปี่พาทย์กันหมดหรอ”  ผมถามอย่างสงสัย

“งานด่วนน่ะลูก  ตาเอ็งเขาก็ไม่อยากรับ  นี่เห็นว่ารู้จักกันหรอกไม่อย่างนั้นคงเห็นนอนตีพุงกันเต็มบ้านแล้ว”  แม่ตอบพลางส่งขันน้ำเย็นๆให้ผม

“กว่าจะกลับก็คงดึกน่ะลูก”  แม่บอกต่อ

ผมนั่งลงกับพื้นตรงที่ระนาดวางอยู่  นานแล้วที่ผมไม่ได้จับมันเลย  ผมคิดถึงมันมากและก็เชื่อว่ามันก็คิดถึงผมเหมือนกัน  เพลงมากมายหลายเพลงที่ตาต่อให้ผมแม้จะจำได้บ้างไม่ได้บ้างแต่เพลงบางเพลงนั้นเหมือนมีเครื่องเตือนความจำอัตโนมัติติดอยู่ที่ก้านสมองของผม  ยามใดที่นึกถึงเพลงๆนั้นผมจะขนลุกขึ้นมาทันที  ไม่ใช่เพราะเป็นเพลงหน้าพาทย์หรือเพลงที่มีทำนองน่ากลัวอะไรหรอกครับ  แต่มันฝังหัวผมตรงที่ว่าผมต้องนั่งขวัญผวาเกือบทุกครั้งที่ต่อเพลงกับตา  และเพลงไหนที่ถูกดุเอามากๆไปจนถึงขั้นเอาน้ำมาสาดหรือลุกมาเตะ  ผมจะจดจำเพลงนั้นได้แม่นยำเป็นพิเศษทีเดียว

                ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตาจะดุอะไรกันนักกันหนา  ดุจนบางครั้งผมไม่อยากเข้าใกล้ตาเลยด้วยซ้ำ  ผมไม่รู้ว่านี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมไม่คิดที่จะเรียนดนตรีหรือไม่  ตั้งแต่ผมเข้าเรียนมัธยมตาก็ดูไม่ค่อยชอบใจผมเท่าไรนัก  บ่อยครั้งที่ตามักจะพูดว่าผมในทางที่ผมไม่ชอบ  เช่นครั้งหนึ่งผมกลับมาจากโรงเรียนพอผมก้าวขึ้นบันไดบ้าน  ตาที่กำลังนั่งติดตะกั่วผืนระนาดอยู่ก็เปรยขึ้นมาลอยๆว่า

                “ซ่อมไปก็เท่านั้น  ของปู่ย่าตายายไม่มีใครรักษา  กูตายพวกมึงก็ขายทิ้งให้หมดนะ”

                แม่กับน้านอมมองหน้าผมแล้วก็ยิ้มแหยงๆ  วันนั้นผมไม่พอใจมากๆแต่ก็ไม่อยากที่จะต่อล้อต่อเถียงให้เป็นเรื่องเป็นราว

                ผมจับไม้ระนาดขึ้นมาไล่มู่ล่งอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ตีเลยตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา  มือไม้ผมอ่อนปวกเปียกเหมือนกับเด็กหัดใหม่  น้านอมเดินขึ้นบ้านมาพอดี

                “อ้าวหลานชาย  มาถึงนานแล้วหรอลูก”  น้านอมทักผม

                “ก็สักพักแล้วครับน้า”  ผมวางไม้ระนาดมาสวัสดีน้านอม

                “ฝีมือไม่ตกเลยนะ  น้าได้ยินแต่ไกลเลย  จะรอโชว์ตาหรือไง”  น้านอมแซวผมเพราะรู้ประวัติการเรียนการสอนระหว่างตากับผมเป็นอย่างดี

                หลังจากทักทายกับน้านอมสักประเดี๋ยวหนึ่งผมก็ไล่ระนาดต่อจนรู้สึกว่ามือไม้เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น  ผมคิดในใจแกมเข้าข้างตัวเองว่า…เราก็ยังไหวเหมือนเดิมนะเนี่ย…ครับผมเข้าข้างตัวเองเฉยๆเพราะตาไม่เคยชมผมเลย  มีแต่ดุกับด่าและก็นิ่งเฉยอย่างเดียว

                ผมตีระนาดไปจนหายคิดถึงเลยล่ะครับ  ผมคิดถึงมันมากจริงๆ  ถ้าอพาร์ตเม้นที่ผมพักอยู่เขาอนุญาตให้เสียงดังได้ผมคงไม่ต้องคิดถึงมันขนาดนี้  มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมครับแม้ว่าตาจะพูดว่าผมยังไงก็เถอะ  ผมไม่ยอมปล่อยให้มันร้างไปหรอก 

                สวนพริกหลังบ้านผมที่ตากับแม่ปลูกไว้ยังงามอยู่ตลอดเวลา  ผมเห็นอย่างนี้มาตั้งแต่จำความได้  ตาบอกว่าตาชอบกินอาหารรสจัดเลยปลูกไว้กินเองไม่ต้องไปหาซื้อใคร  ผมเดินมองมันอย่างคิดถึงอีกเช่นเคย  ผมคิดถึงทุกอย่างแหละครับที่บ้านหลังนี้ 

                ผมนั่งมองยอดมะม่วงที่สูงเกือบท่วมหลังคา  เห็นแสงอาทิตย์สาดส่องเป็นสีแสดจ้า  นกฝูงหนึ่งบินไปกันเป็นกลุ่ม  นาฬิกาข้อมือผมส่งสัญญาณว่าขณะนี้เย็นมากแล้ว  พอดีกับที่น้านอมร้องเรียกผมให้ขึ้นไปกินข้าวเย็น

                วงข้าวที่หน้าจอโทรทัศน์กลางบ้านมีกับข้าวของโปรดหลายอย่างของผม  แม่กับน้านอมรู้ดีครับว่าผมชอบกินและไม่ชอบกินอะไร  สิ่งที่ผมชอบกินมักจะเป็นสิ่งที่ตาบอกว่าไม่อร่อย     ทั้งที่ผมก็เคี้ยวอยู่ตุ้ยๆเต็มปาก  ตาบอกว่ามันจืดเกิน  แน่นอนล่ะครับของที่ตาชอบน่ะเผ็ดซะขนาดนั้น  ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่กิน

                ผมเริ่มลงมือจัดการกับของโปรดของผมทันที  แกงส้มดอกแค  น้ำพริกปลาทู  ทอดมัน  อร่อยๆทั้งนั้นเลยครับ 

“ที่กรุงเทพหาแบบนี้อยากจริงๆ”  ผมบอกแม่กับน้านอม

“อะไรก็สู่บ้านเราไม่ได้หรอกลูก  กรุงเทพน่ะของกินของใช้แพงๆทั้งนั้น”  น้านอมช่วยเสริมคำพูดผม

“ลูก  เมื่อวานน่ะตาถามแม่ว่าเอ็งจะมาถึงกี่โมง…” 

“อะไรนะครับ”  ผมขัดจังหวะการพูดของแม่เพราะสงสัยว่าตาพูดถึงผมด้วยหรอ

“แกคงจะให้ไปช่วยตีระนาดมั้ง  เห็นแกบ่นว่าปวดแขนอยู่ด้วย”  แม่พูดต่อ

“ถึงมาทันผมก็ไม่ไปหรอกครับแม่  ไม่ได้ตีตั้งนาน  ขืนไปตีไม่ถูกใจเข้าเดี๋ยวอาละวาดผมกลางงานล่ะแย่เลย”  ผมพูดพลางเบะปากแล้วตักน้ำพริกมาใส่จาน

วันนี้ถึงแม้ว่าในวงข้าวของครอบครัวผมจะมีแค่ผม  แม่  และก็น้านอมเท่านั้น  แต่การที่ไม่ได้เจอกันนานทำให้เวลากินข้าวเป็นเวลาที่มีความสุขที่สุดของวัน  ผมคุยกับแม่และน้านอมอยู่จนต่างคนต่างอิ่ม  ผมอาสาเก็บของและล้างจานเอง  นานแล้วที่ผมไม่ได้รับใช้ครอบครัวอย่างนี้  ตอนสมัยเด็กๆน่ะงานนี้เป็นงานประจำผมเลยก็ว่าได้

พระอาทิตย์รับขอบฟ้าไปแล้ว  คงอีกนานกว่าที่ตา  พ่อ  และคนปี่พาทย์ในวงจะมาถึง  ผมเปิดโทรทัศน์เพื่อดูข่าวและรอดูละครเรื่องที่ผมชอบ  ข่าวช่อง 3 รายงานข่าวประจำวันว่าวันนี้มีเด็กนักเรียนแอบไปกินสบู่ดำที่หลังโรงเรียนจนมีอาการคลื่นไส้อาเจียนกันหลายสิบคน  หมอและพยาบาลต้องวิ่งกันจ้าระหวั่นเพื่อให้การช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้  ผมหันไปมองระนาดที่ข้างฝาพลันคิดในใจว่าผมจะต้องทำหน้าที่ทั้งหมอและคนดนตรีไทยให้สมบูรณ์ไปพร้อมๆกันให้ได้

หลังจากละครหลังข่าวจบ  ผมชะเง้อคอมองไปที่หน้าประตูรั้วบ้าน  ยังไม่มีวี่แววว่า      พวกปี่พาทย์จะกลับมา  ผมจึงตัดสินใจเข้านอนก่อนโดยที่ไม่รอสวัสดีตา  พ่อ  และทุกคนในวง

คืนนี้อากาศดีมากครับ  ผมนอนหลับสบายโดยที่หัวถึงหมอนแล้วก็นิ่งไปเลย

…กระทั่งช่วงเช้ามืด…

ผมได้ยินเสียงตึงตังและคนร้องเอะอะโวยวายลั่นบ้าน  ผมลุกขึ้นอย่างงัวเงีย  แม่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาผมแล้วบอกว่าตาเป็นลมล้มที่ระเบียง  ผมรีบลุกจากที่นอนแล้ววิ่งไปหน้าบ้านทันที  พ่อกับลุงชัยขับรถพาตาไปโรงพยาบาลแล้ว  ผมรู้สึกเป็นห่วงตามาก  อยากรักษาตาด้วยมือของผมเอง  แม่กับน้านอมวิ่งลงบันไดไปคว้ามอเตอร์ไซค์จะตามไปที่โรงพยาบาล  ผมขอแม่ไปด้วย  ระหว่างทางในใจผมคิดถึงแต่ตา  ผมเป็นห่วงตามากจริงๆ

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลหมอพาตาเข้าห้องฉุกเฉินไปแล้ว  ทุกคนนั่งรออยู่หน้าห้องด้วยความเป็นห่วง  ผมสวัสดีพ่อกับลุงชัยเพราะตั้งแต่กลับมาถึงก็ยังไม่ได้เจอกันเลย  ลุงชัยบอกผมว่าเมื่อวานนี้ตาตีระนาดจนมือตายเพราะแกปวดแขนแต่ไม่ยอมให้ใครตีแทน  แกบ่นเปรยๆว่าตอนนี้คนระนาดในวงเหลือแกคนเดียวแล้ว

สักครู่หนึ่งหมอเดินออกมาบอกว่าตาไม่เป็นอะไรมากแล้ว  สามารถกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้เลย  แต่เนื่องจากตามีอาการอ่อนเพลียมากและมีไข้เล็กน้อยหมอจึงให้ยาลดไข้ซึ่งอาจมีผลทำให้ตาเกิดอาการง่วงซึม ผมและทุกคนรู้สึกหมดกังวลไปเป็นปลิดทิ้ง

ผมกับพ่อช่วยอุ้มตาลงมากจากเตียง  ตาดูสลึมสลือและอ่อนเพลียมาก  ผมเข็นรถเข็นพาตาไปที่รถและสังเกตเห็นว่าตาเริ่มหลับสนิทแล้วจึงช่วยกันอุ้มตาขึ้นรถแล้วเดินทางกลับบ้าน

เมื่อถึงบ้านผมกับพ่อช่วยกันอุ้มตาขึ้นบนบ้าน  น้านอมจัดเตียงไม้หวายตัวโปรดของตาให้ตาได้พักผ่อน  ตาหลับไปนานจนกระทั่งบ้านโมงกว่าจึงตื่น 

ผมเข้าไปกราบที่ตักตา  แล้วส่งน้ำเกลือแร่ที่เตรียมไว้ให้ตา

“เอ็งมาตั้งแต่เมื่อไรล่ะ”  เสียงตาแผ่วเบา  ก่อนกระแอมออกมา 2-3 ครั้ง

“มาเมื่อวานนี้ครับ”  ผมตอบ

ตาพยายามลุกขึ้นจากเตียงด้วยตัวเองแต่ด้วยพิษไข้จึงทำให้ตาแทบไม่มีแรงพยุงกายขึ้นมาได้  ผมช่วยพยุงตาขึ้นมา  ตาบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ  ผมประคองแขนตาเดินไปหลังบ้านส่งตาเข้าห้องน้ำจนตาเสร็จธุระ  ตาเปิดประตูห้องน้ำออกมาพร้อมกับมองหน้าผม

“กฎหมายเขาห้ามหมอไม่ให้ตีระนาดหรือเปล่า”  ตาถามขึ้นมาโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว

“เปล่าครับ”  ผมก้มหน้าตอบ

“ดี”  เสียงตาแข็งขึ้น  “โลกนี้มันจะมีหมอตีระนาดสักคนก็ไม่เห็นมันจะเสียหายที่ไหน ใช่มั้ย?”

“ครับ”  ผมก้มหน้าตอบอย่างจนใจ

ผมพาตากลับมานั่งที่เตียง  แม่ยกสำรับอาหารมาให้ตา  มีข้าวต้ม  ยำไข่เค็ม  และกุนเชียงทอด  ผมตักอาหารเตรียมจะป้อนให้ตา  ตาชูมือบอกปฏิเสธ

“เฮ้ย… ข้ากินเองได้  เอ็งไม่ต้องยุ่ง”  ตาทำเสียงดุ

ผมวางช้อนลงในถ้วยแล้วก้มหน้านิ่ง

“ข้ายังไม่แก่ถึงขนาดช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แม้กระทั่งกินข้าว  ว่าแต่เอ็งเถอะ  งานการเป็นยังไงบ้างล่ะ”  ตาประชดแล้วถามเหมือนให้ผมดีใจว่าแกก็ยังเป็นห่วง

“ก็หนักเอาการอยู่ครับตา”  ผมตอบ

“เออ  หนักแค่ไหนก็ต้องสู้  เอ็งเลือกที่จะเดินแล้ว”  ตาพูดพลางเอามือมาตบไหล่ผม

“ครับ”  ผมตอบพร้อมกับกอดขาตาแล้วก็ร้องไห้  แต่ข้างในผมก็ดีใจอยู่ลึกๆว่าตาคงไม่ได้เกลียดเราเหมือนอย่างที่เราคิด

“เฮ่อ…”เสียงตาถอนหายใจยาว

ผมเงยหน้าขึ้นมองตา

“ตาครับ  ผมรักตานะครับ”  ผมพูดพร้อมกับร้องไห้ออกมาโฮใหญ่  ตาลูบหัวผมเหมือนช่วยให้ผมคลายกังวล

“หยุดร้องๆ  ไป  ลุกไปตีระนาดให้ตาฟัง”  เสียงตาบอกผม

ผมลุกไปจับไม้ระนาดได้อย่างทะมัดทแมงไม่มีความประหม่าเหมือนทุกครั้งที่ตีระนาดต่อหน้าตา  ผมตีเดี่ยวเพลงอาหนูทางที่ตาต่อให้ตั้งแต่สมัยยังเรียนมัธยมอยู่  ผมตีระนาดครั้งนี้ด้วยใจ

จริงอย่างที่ตาพูดครับ  ไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามไม่ให้หมอตีระนาด  ผมสามารถเป็นทั้งหมอและคนดนตรีไทยได้โดยที่ไม่ทำให้งานอย่างใดอย่างหนึ่งเสีย  ทั้งสองอย่างนี้เป็นหน้าที่ของผมที่ผมต้องทำ  ผมเข้าใจแล้ว

เสียงระนาดของผมจบลงอย่างสุขใจ  ตายังคงนั่งฟังอย่างสงบ  ผมคลานมากราบที่ตักตาอีกครั้ง  ตาเอามือลูบหัวผมพร้อมกับเสียงที่ทำให้ผมใจพองฟูและมีกำลังใจที่จะเรียนรู้คุณค่าของดนตรีต่อไป

“ไอ้หมอหลานตานี่ฝีมือมันไม่ตกจริงๆ”

ผมเชื่อเหลือเกินว่าการที่นักอ่านมากมายได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคุณผ่านการอ่านงานเขียนของคุณคือสิ่งเดียวที่จะสามารถทำให้ได้รู้จักคุณได้ในตอนนี้ เพราะการจากไปของคุณทำให้ผมและหลายๆคนบนโลกนี้คิดถึงคุณอยู่เสมอ ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่มีโอกาสได้รู้จักคุณในขณะที่คุณมีชีวิตอยู่ ผมมารู้จักคุณก็ในตอนที่คุณเสียชีวิตไปแล้ว และที่ผมเขียนถึงคุณนี้คงจะไม่ใช่เพื่อให้คุณอ่านเพียงคนเดียว แต่เพื่อให้คนที่รักคุณบนโลกนี้ได้อ่านด้วย

สิ่งที่มีคุณค่าในตัวของคุณ คุณคงไม่ต้องบอกให้ใครรู้ด้วยตัวเองหรือบอกกล่าวกับใครที่คุณรู้จักให้โพนทะนาถึงความดีของคุณ แต่สิ่งเหล่านั้นมันเด่นชัดอยู่ในใจของคนที่รักคุณผ่านการอ่านในบทวรรณกรรมของคุณเสมอมาและจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน การที่คุณเลือกที่จะออกจากมหาวิทยาลัยทั้งที่คุณยังไม่จบเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อจิตใจผมมาก ผมลองจินตนาการว่าตอนนี้ผมลาออกจากมหาวิทยาลัยเหมือนคุณผมจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆผมคงลำบากแน่เพราครอบครัวผมไม่ได้มีทรัพย์สมบัติอะไรไว้ให้ผมเลย คงต้องพากันอดตายแหงๆ แต่การกระทำของคุณทำให้ผมมองโลกได้กว้างกว่าเดิมขึ้นเยอะ มหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นส่วนสำคัญอะไรมากมายกับชีวิต เป็นเพียงสิ่งลวงสิ่งหนึ่งที่สร้างขึ้นมาให้คนหลงใหล และเพ้อฝันไปกับมัน คุณตัดสินใจถูกแล้วแหละครับที่ทำอย่างนั้นลงไป คุณเก่งมากในสายตาของผม คุณคือผู้บุกเบิกความคิดนอกกรอบแต่ไม่นอกเหนือจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ให้กับผม

คุณรู้มั้ยว่าคุณคือสิ่งที่ผมอยากเป็น คุณมีชื่อเสียงในแวดวงวรรณกรรม ผมก็ต้องการเช่นนั้นแม้มันอาจจะฟังดูว่าผมหลงใหลกับสิ่งลวงจนเกินไปแต่มันเป็นวิถีทางหนึ่งไม่ใช่หรือที่จะทำให้คนได้เข้าถึงงานเขียนของผมอย่างไรอคติ และถ้าผมไม่มีชื่อเสียงแล้วไม่ว่าจะสร้างสรรค์งานใดผู้คนย่อมจะจ้องแต่จะจับผิดอยู่เสมอ

สุดท้ายนี้ คุณกนกพงศ์ครับ คุณตายเร็วไป เร็วมากๆด้วย ถ้าคุณยังอยู่ผมจะไปหาคุณ ไต่ถามเกี่ยวกับวิถีทางแห่งความคิดของคุณเพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของผมและคนบนโลกนี้ที่ศรัทธาคุณ

รักและอาลัยในการจากไปของคุณอย่างสุดซึ้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไม่ได้เขียนลงมานานแล้ว  วันนี้มีเรื่องมันปากมาเล่าให้ชาว exteenblog ฟัง เป็นเรื่องเกี่ยวกับครูบาอาจารย์นี่แหละ  ที่วิทยาลัยผมมีครูที่ทำงานแนะแนวที่สุดยอดมากๆต้องย้ำว่าเป็นครูที่มาทำงานแนะแนวไม่ใช่ครูแนะแนวถึงแม้นว่าจะเรียนจบการแนะแนวมาก็ตาม แต่ไม่มีหลักจิตวิทยาเลย  พูดจาก็ไม่รู้เรื่อง อารมณ์หงุดหงิดง่ายซึ่งเป็นซึ่งไม่ใช่บุคลิกของครูแนะแนวเลย ไม่รู้ว่ามารับราชการได้ยังไง สงสัยสอยดาวที่งานวัดได้มั้ง

เมื่อวันก่อนผมก็จะตีกันกับเขามา เรื่องมีอยู่ว่าผมต้องไปเซ็นชื่อเอกสารเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่พอก้าวเข้าห้องเท่านั้นก็ด่าผมซะแล้ว " นี่เธอดูชาวบ้านเขาบ้างน่ะเดี๋ยวทำผิดหรอก มั่นใจอะไรขนาดนั้น " ดูมันทำไปได้เป็นครูบาอาจารย์แท้

ผมกำลังคุยกับอาจารย์อีกท่านอยู่ แล้วมันก็มานั่งด้วย ผมกำลังคุยกันเรื่องผมไม่ค่อยมีเงินใช้พอดี คือบ้านผมฐานะแย่มาก ต้องเดินมาเรียนทุกวันซึ่งไกลพอสมควรแหละครับ  มันก็พูดกับอาจารย์ท่านนั้นว่า " แล้วพี่จะไปยุ่งอะไรกับมัน ไม่ไกลหรอกแค่นี้ " อาจารย์ที่ผมกำลังคุยด้วยอยู่ก็บอกว่า " ก็เผื่อมีธุระด่วน หรือเร่งรีบจะทำยังไง "

" ไม่ไกลหรอกแค่เดิน ก็ตื่นแต่เช้าสิ " ดูมันพูดบ้าบอที่สุด เป็นครูแนะแนวแล้วมาพูดอย่างนี้ มันน่าจะลาออกไปดีกว่ารับราชการไปก็กินเงินบ้านเมืองเปลืองเปล่า

edit @ 20 Nov 2009 15:17:44 by พงศกร เหมือนเอี่ยม

   ทุกจังหวะแห่งการก้าวไปของชีวิต

ผลของการกระทำนำลิขิต

เผชิญชีวิตผิดหวังเรื่องมา

การสูญเสียในสิ่งมีค่า เป็นคราบน้ำตา ที่ยากจะลบเลือน

   สารพันปัญหามาเยี่ยมเยือน

ความอบอุ่นที่เคยเป็นเพื่อน

ค่อยๆถูกลบเลือนไปกับชะตากรรม

การสูญเสียเป็นสิ่งทุกข์ล้ำ เป็นคราบความทรงจำ ที่ยากจะปกปิด

   สารพันอันสำคัญต่อชีวิต

ความอบอุ่นที่เคยแนบชิด

เหมือนดังถูกปลิดจากขั้วให้เศร้าใจ

ทั้งของรักของห่วงอาลัย ลอยจากชีวิตไป ทิ้งไว้ให้สุดระทม

   ทุกวี่วันได้แต่เศร้าตรอมตรม

ทั้งความรักก็เปรียบเหมือนลม

ลอยมาให้เย็นรื่นรมณ์แล้วผ่านไป

ความรักที่ห่วงอาลัย ผิดหวังทุกครั้งไป หัวใจเจ็บช้ำเต็มที

   แม้ความสุขนั้นจะยังพอมี

แต่ความทุกข์มากมายพ้นปฐพี

ล้นขอบช่วงห้วงแห่งวารี

ความสุขที่ยังพอมี เป็นเหมือนเพียงแสงริบหรี่ ส่องอยู่ริมหัวใจ

   กี่ครั้งกี่หนที่ผิดหวังไป

แม้จะหาทางเยียวยาสักเท่าไร

สุดท้ายที่ได้รับไว้ก็คือน้ำตา

เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยมา สักวันเคยหวังว่า จะไม่เป็นอย่างนี้ตลอดไป

   ขอถึงความรักที่จากฉันไป

รักเอ๋ยแม้ไปขออย่าห่างไกล

กลับมาหาหัวใจฉันบ้างก็ยังดี

ตอนนี้น้ำตาฉันมากมายเต็มที อึดอัดเท่าทวี เศร้าเสียอ่อนแรงโรยรา

edit @ 22 Aug 2009 19:38:35 by พงศกร เหมือนเอี่ยม

   ผมยังจำได้ สมัยเป็นเด็กตัวเล็กๆยังไม่เข้าโรงเรียน พ่อแม่ให้ผมหัดเรียนหนังสือ โดยพ่อกับแม่สอนผมเองที่บ้านตอนเวลาค่ำหลังจากท่านเลิกงานแล้ว เวลาที่เข้าโรงเรียนแล้วทำให้ผมได้นับหนึ่งก่อนเพื่อนๆบางคนในชั้นเรียนเพราะหัดเขียนอ่านมาบ้างแล้ว พระคุณของพ่อแม่ในเรื่องนี้ชั่งมากมายนักเหลือเกินทำมให้ผมเอาเวลาที่วิ่งเล่นมาสนใจอยู่กับตัวหนังสือเสียมากในสมัยนั้น แม้ว่าพอเข้าโรงเรียนจะไม่ได้เป็นเด็กเรียนเก่งอะไรมากมายก็ตาม

   พอเริ่มเข้าเรียนมัธยมความเกี่ยวข้องกับตัวหนังสือเริ่มห่างหายจางไปเพราะอยากเรียนดนตรีมาก ความจริงฝึกมาตั้งแต่ตอนเรียนชั้นประถมปลายแล้วสำหรับเรื่องดนตรี เมื่อมาเรียนในระดับอุดมศึกษาเพื่อนเก่าอย่างตัวหนังสือก็กลับคืนมาเป็นเพื่อนที่สนิทกันอีกครั้ง คราวนี้รู้สึกว่าต้องเจอกันทุกวัน วันไหนไม่ได้เจอ คือไม่ได้อ่านหนังสือนี้รู้สึกว่าไม่ค่อยสบาบยใจเหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่งในชีวิตวันนั้น

   อ่านหนังสือไปเล่มหนึ่งก็บันทึกความทรงจำดีๆเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นเอาไว้ นักเขียนบางคนเขียนได้สุดยอดมากในความคิดของเรา บางคนเปรียบเทียบได้ลึกซึ้งกินใจ จนผมยังคิดว่าหากผมเขียนในเรื่องเดียวกันนี้ สงสัยจะไม่มีใครอ่านเป็นแน่  ผมเก็บวลีดีๆเหล่านั้นไว้ในสมุดบันทึก และความทรงจำเสมอ พร้อมทั้งยกย่องความสามารถของนักเขียนเหล่านั้นอยู่ในใจ

   พออ่านหนังสือมาได้พักหนึ่งก็อยากจะเขียนบ้าง แต่คงไม่ต้องเป็นถึงนักเขียนชื่อดังเหมือนชาวบ้านเขา ตอนนี้ขอเป็นแค่นักอยากเขียนก็พอ  ช่วงตอยเย็นของแต่ละวันจึงไม่ค่อยทำอะไรนักนอกจากอ่านและก็เขียน เขียนในเรื่องที่อยากเขียน แต่อ่านในทุกเรื่องที่มีให้อ่าน เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อการเขียน

  มีผู้รู้บางท่านกล่าวไว้ว่า การที่คนจะเขียนหนังสือมาสักเล่มหนึ่ง คนๆนั้นต้องอ่านหนังสือมาเป็นร้อยเล่ม  ข้อความนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องจริง และจริงเอาเสียจนผมปฏิเสธไม่ได้ เมื่อมาประสบเอากับตัวเองในยามที่ต้องการเขียนอะไรมาสักอย่างหนึ่งซึ่งจะต้องอาศัยประสบการณ์ในการอ่านเป็นอย่างมาก งานเขียนเหล่านั้นจึงจะออกมาเป็นภาษาของการประพันธ์ไม่ใช่ภาษาพูดทั่วไปที่ใชอยู่ในการสื่อสารที่เราเคยชินอยู่นี้

   จึงบอกตัวเองว่าให้เขียนต่อไปแม้จะมีคนอ่านบ้างไม่อ่านก็ตาม การฝึกประสบการณ์จึงสำคัญมากๆสำหรับนักอยากเขียนอย่างผม แล้วก็คิดว่าสักวัน วันนั้นต้องเป็นของเรา เมื่อเวลาและโอกาสมันพร้อม

 

 

 

 

ความเหงาในห่วงของความรู้สึก

มันไม่อยากจะไปนึกถึงสิ่งไหน

มันมีแต่ภาพของเธอข้างในหัวใจ

ล่องลอยคว้างไปในทุกวันคืน

 

วันนี้ฉันสุดเหงา

เหงาที่ต้องข่มใจให้ฝืน

ฝืนจากความรู้สึกของเมื่อวันคืน

แม้วันนี้จะกล้ำกลืนไปด้วยน้ำตา

 

น้ำตาของฉันในวันนี้

มันไหลปรี่ออกมาอย่างรู้คุณค่า

ว่าทุกๆหยดแห่งหยาดน้ำตา

ไหลรินออกมาด้วยความภูมิใจ

 

ฉันภูมิใจยิ่งนักที่ได้รักเธอ

แม้จะเปรียบได้ดังภาพเบลอๆสีไม่สดใส

ใครจะรู้บ้างว่าในสี่ห้องของหัวใจ

มีแต่เธออยู่ข้างในหัวใจที่บอบบาง

 

มาจนถึงเวลานี้

ตลอดค่ำคืนไปจนฟ้าสาง

หัวใจฉันมันยังครึ่งๆกลางๆ

เพราะมันชั่งห่างไกลจากหัวใจเธอ

 

ฉันรู้แล้วว่าเธอไม่รัก

มันหน่วงหนักในหัวใจฉันเสมอ

แทบทุกครั้งที่ฉันเจอหน้าเธอ

หัวใจมันเกล่อๆแล้วบอกว่าเดียวดาย

 

ฉันพยายามแล้วที่จะตัดใจ

แต่ทำอย่างไรมันก็ไม่หาย

มันสับสนแสนวุ่นวาย

ไม่ยอมเคลื่อนคลายจากคำว่าฉันรักเธอ

 

เรื่องราวดีๆที่พ้นผ่าน

มันวิ่งพล่านเข้ามาในใจฉันเสมอ

แม้ความเหงามันไม่โหดร้ายสำหรับเธอ

แต่สำหรับฉันที่ได้เจอมันเกินทน

 

 

 

 

 

edit @ 22 Jul 2009 21:23:06 by พงศกร เหมือนเอี่ยม

ฉันเสียใจ

posted on 17 Jul 2009 21:02 by tatajrr

ฉันรู้ว่าเธอรังเกียจฉัน

แต่ว่า..........

ฉันไม่แม้แต่จะคิด

ที่จะ............

หยุดรักเธอ

......................................................................................

เมื่อวาน วันนี้ พรุ่งนี้

เมื่อวานฉันยิ้มดีใจ

ที่ใบหน้าเธออมยิ้ม

วันนี้ฉันเสียใจ

ที่ใบหน้าเธออมยิ้ม

พรุ่งนี้ฉันจะเป็นอย่างไร

ที่ใบหน้าเธอยังอมยิ้ม

แต่...ฉันเสียใจ

เสียใจ...........

ที่ไม่รู้จะไปสิ้นสุดวันใด

เมื่อถึงวันนั้น

ฉันจะยิ้มดีใจ

ไม่ว่าเธอจะอมยิ้มหรือเสียใจ

เพราะฉันรู้

ว่าที่ผ่านมาเธอไม่เคยรักฉันเลย

ณ เวลานี้

ฉันต้องทำใจ

..................................................................

ความตกหล่นของชีวิต

หรือ.........

ความตกหล่นทางความคิด

ทุกอย่างที่หล่นหายไป

ทำให้หัวใจไม่สมบูรณ์

....................................................................

วันนี้ฉันเป็นใคร ?

ฉันเป็นอะไร ?

ความเป็นไปของฉัน....ใครหนอจะเข้าใจ

และใครหนอเสียใจในสิ่งที่ฉันเป็น

....................................................................

ใจฉันเวลานี้

มีแต่น้ำตา

มันไหลเอ่อออกมา

ออกมาจากดวงตาสู่หัวใจ

ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร

ให้เธอกลับมาเหมือนเดิม

 

เมื่อฉันเห็นเธอ

ฉันอยากกล่าวทัก

แต่คำว่าไม่รัก

ไม่รักฉันนั้นสุดเจ็บ

ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร

กับความเกลียดชังในใจเธอ

แต่.........

ฉันรักเธอจนสุดหัวใจ

เตือนใจเพื่อนครู

posted on 15 Jul 2009 21:25 by tatajrr

เตือนใจเพื่อนครู

 

ดำเนินพลางทางมองแม่พิมพ์ชาติ

ไม่ไหวหวาดหวั่นประวิงต่อสิ่งไหน

จะคืนดึกเช้าสายทั้งกายใจ

ความเป็นครูไม่ว่างวายสลายไป

 

นี่แหละหนาแม่พิมพ์ชาติช่างปราชญ์นัก

ช่างแหลมหลักแหลมคมน่าเลื่อมใส

เป็นบุญของยุวราษฎร์ทั่วชาติไทย

มีครูดีพิมพ์ใจพิมพ์วิชา

 

ดำเนินพลางทางมองแม่พิมพ์ชาติ

น่าขยาดขยะแขยงตัวปัญหา

หากเลวทรามต่ำช้าสันดานกา

ผู้คนพาสาปแช่ง แม่งให้ตาย

 

คิดดูเถิดครูไทยทั้งหลายแหล่

ความเป็นครูนี้แน่ดีแค่ไหน

อย่าทำตัวให้เขาด่า ห่า จัญไร

ให้ตั้งตัวตั้งใจเป็นครูดี

 

จรรยาบรรณความเป็นครูสำคัญนัก

ให้รู้จักกระทำตามหน้าที่

เรื่องอารมณ์สำคัญมากทุกนาที

รู้ระงับดวงฤดีเมื่อขุ่นมัว

 

ให้กระทำกับศิษย์ดังลูกในไส้

อย่าสร้างความบรรลัยใฝ่ความชั่ว

รู้เสมอความเป็นไปในจิตตัว

อย่าเขลามัวตามอารมณ์ไม่สมครู

 

 

     

เพลงปี่ที่แผ่วเบา

 

 

 เสียงเคยพัดชัดท่วงทำนองเสนาะ

พลิ้วลัดเลาะตามแนวแถววิถี

เคยสนั่นครั่นครืนทุกคืนมี

โอ้เพลงปี่ที่เคยวาดอยู่กราดเมือง 

 

โอ้เพลงปี่ที่เคยกราดวาดเมืองฟ้า

ท่วงลีลาเด็ดเดี่ยวอยู่เอาเรื่อง

เพลงที่พลิ้วลมที่พัดชัดประเทือง

นี่แหละเมืองศิวิไลไทยวัฒนา

 

 มาวันนี้เพลงปี่เริ่มพลิ้วแผ่ว

โหยหวนแว่วอยู่ไกลสุดไขว่หา

เจ้าปี่เอ๋ยเสียงของเจ้าชั่งโรยรา

ข้าครวญหาเสียงของเจ้าชั่วเช้าคืน 

 

กลับมาเถิดมาพัดพลิ้วอยู่ใกล้ข้า

มาเถิดหนาเจ้าอย่างอนเจ้าอย่าฝืน

ข้าจะฟังเสียงเจ้าทุกวันคืน

ใครไม่ฟังจะไม่ขืนให้ขื่นใจ 

 

 

 

edit @ 14 Jul 2009 21:56:35 by พงศกร เหมือนเอี่ยม

คนขายน้ำตาลสด

posted on 07 Jul 2009 01:12 by tatajrr

  ชายชราในตลาดสดคนหนึ่งที่ทำมาหากินอยู่อย่างนี้ทุกวัน กี่ครั้งกี่หนที่ไปตลาด เมื่อมองไปท่างซ้ายมือ ภาพของรถไสไม้เก่าคร่ำคร่า ถังน้ำตาลสด ร่มกันแดดกันฝนขนาดกลางๆหนึ่งคัน ชายชราคนหนึ่ง 

  แต่ก็เป็นเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่ได้เคยซื้อน้ำตาลสดของแก ยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดี ร่มของแกจะหลุด แกเลยขอให้ช่วยมัดมันให้ลุงที เรามัดร่มให้แกโดยไม่คิดว่าสงสารแกแต่อย่างไร แต่กลับคิดว่าวันนี้เราได้ช่วยงานอันทรงเกียรติของชายชราคนหนึ่งที่หากินอย่างสุจริตด้วยลำแข้งของตัวเอง

   เราไม่รู้ว่าชายชราขายน้ำตาลสดคนนี้ไสรถมาจากที่ไหนไกลมากน้อยเพียงใด แต่เชื่อเหลือเกินว่าการเดินทางของชีวิตแกต้องยาวไกลมาเป็นแน่  อาชีพขายน้ำตาลสดอาจเป็นอาชีพๆหนึ่งที่แกได้ทำในชีวิตนี้ หรืออาจเป็นงานที่ไม่หนักมากสำหรับชายชราคนหนึ่ง ใครจะรู้หรือไม่ว่างานก่อนๆที่แกเคยทำมาอาจหนักหนากว่านี้มากแคไหน

  เส้นทางชีวิตของแกยังคงดำเนินไปเช่นนี้ทุกวัน ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องหรือใครจะดูถูกเหยียดหยามแกนี้คืออาชีพของแก ห้องทำงานของแกไม่ใช่ห้องแอร์เย็นๆเหมือนใครหลายๆคนที่เป็นเพียงสี่เหลี่ยมแคบๆไม่มีมุมมองอะไรมากนัก แต่ห้องทำงานชายชราขายน้ำตาลสดคนนี้  คือตลาดเทศบาลที่ฉ่ำไปด้วยน้ำ มีเพียงร่มเก่าๆของแกเท่านั้นที่มีไว้กันแดดกันฝน และสายลมที่พัดมาเป็นบางครั้งเพียงแผ่วเบาเท่านั้นที่ให้ความชื่นใจกับแกในยามร้อนอบอ้าว