ทางเพลงที่ตาสอน
posted on 26 Sep 2010 04:07 by tatajrrทางเพลงที่ตาสอน
ผมยังจำวันนั้นได้ดีครับ วันที่ผมทราบว่าผมสอบเอนทรานซ์ติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ แม่กับผมดีใจกันยกใหญ่ แม่รีบควานหาเหรียญในกระเป๋าสะพายใบเก่าๆแล้วหยอดตู้โทรศัพท์โทรหาพ่อทันที แม่บอกพ่อว่าผมสอบติดหมอแต่…แต่ครับแต่ แต่ห้ามพ่อบอกเรื่องนี้กับตาเด็ดขาดเดี๋ยวแม่จะจัดการเอง ไม่ทันเสียแล้วที่แม่จะพูดประโยคหลังนี้ไป พ่อผมคงดีใจไม่แพ้ผมกับแม่เลยรีบตะโกนซะลั่นบ้านว่าผมสอบติดหมอ เท่านั้นแหละครับเป็นเรื่องทันที ตาของผมกำลังนั่งตีระนาดอยู่ในห้องหลังบ้าน แกรีบเดินออกมาแล้วขว้างไม้ระนาดใส่พ่อผม ดีที่พ่อผมเป็นพลทหารเก่าเลยหูไวตาไวหลบไม้ระนาดเพชฌฆาตของตาได้ทัน ตาผมอาละวาดเป็นการใหญ่ ถามทันทีเลยว่าทำไมกูไม่รู้เรื่องนี้ เวลานั้นบรรดาลุงๆน้าๆของผมก็รีบวิ่งมาดูสถานที่เกิดเหตุกันหลายคน พอตาแกเห็นว่ามากันเยอะเข้าก็ยิ่งเสียงดังขึ้นไปอีก แกหาว่าทุกคนในบ้านช่วยกันปกปิดเรื่องของผม จากนั้นแกก็ถามถึงผมกับแม่ว่าตอนนี้มันอยู่ไหน พ่อผมก็อ้ำๆอึ้งๆเพราะเป็นคนโกหกตาเองว่าผมกับแม่ไปหาหมอที่กรุงเทพ ตาเลยสั่งให้พ่อโทรหาแม่เป็นการด่วนว่าให้รีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ผมนี้ขนลุกเลยครับตอนที่พ่อโทรมา แต่แม่ยังยืนกรานว่าเดี๋ยวแม่จัดการเอง
คงเป็นเพราะตาแกหวังกับผมเอาไว้มากว่าจะให้เป็นคนดูแลวงปี่พาทย์แทนแก ผมถูกตาจับหัดตีฆ้องตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ผมยังจำภาพนั้นได้ครับ ตาอุ้มผมมานั่งบนตักแล้วจับมือผมตีฆ้องวงใหญ่ไปมาซ้ายทีขวาที ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าที่ตีนั่นหนะมันเป็นเพลงอะไร รู้แต่ว่าผมชอบเพราะว่ามันสนุกดี พอผมโตขึ้นมาหน่อยสักประมาณ 7-8 ขวบ จากที่ตาพาไปนั่งบนตักในวงฆ้องคราวนี้รู้สึกว่าจะเป็นงานเป็นการมากขึ้น วันนั้นผมสังเกตว่ามีคนมาบ้านผมเยอะเป็นพิเศษตั้งแต่เช้ามืด แม่บอกผมว่าวันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียน ผมก็งงอยู่เหมือนกันเลยบอกแม่ว่าวันนี้มันวันพฤหัสฯนะแม่โรงเรียนยังไม่ปิด แม่บอกผมคำเดียวว่าตาสั่งไว้ให้ไม่ต้องไป ครับ… คำสั่งตาใครหน้าไหนในบ้านหละครับที่กล้าขัด
พอเริ่มสายหน่อยของวันนั้นแม่ก็เรียกผมไปนั่งอยู่ใกล้ๆแท่นที่ตาขึ้นไปนั่ง ตาแต่งตัวแปลกๆด้วยการใส่ชุดสีขาวทั้งตัว ตรงหน้าของตาเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายอย่างที่น่ากินทั้งนั้น และถัดขึ้นไปเป็นชั้นๆตรงหน้าตามีเครื่องดนตรีและรูปของใครต่อใครก็ไม่รู้วางอยู่ ผมต้องนั่งพนมมือพับเพียบเรียบร้อยอยู่ตรงนั้นนานเป็นชั่วโมงโดยมีแม่กำกับอยู่ เสียงตาพูดอะไรก็ไม่รู้แล้วให้ผมกับแขกที่มาในงานว่าตาม จากนั้นวงปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงขึ้นสลับกันไปอย่างนี้จนตะคริวที่กินขาผมลามมาถึงเอวแล้ว ช่วงเวลาอายุขนาดนั้นของผมต้องยอมรับเลยว่าผมงงสุดๆ ว่าทำไมผมถึงต้องมานั่งตรงนี้ด้วย มันไม่น่าจะใช่เรื่องของเด็กนี่นา แค่ผมขยับตัวนิดหน่อยแม่ก็หยิกเอวผมจนเขียว แต่ที่เจ็บกว่าการหยิกของแม่ก็คือสายตาของตาที่เหลียวมามองผมเวลาที่ผมทำท่าไม่อยู่สุก แววตานั้นมันน่าสยดสยองจนผมต้องนั่งเสียตัวตรงดิ่ง
ผมจำได้อีกหน่อยว่าจากนั้นพ่อก็ยกฆ้องวงใหญ่มาให้ตา แม่กระซิบข้างหูผมเบาๆว่าตาจะจับมือตีเพลงสาธุการให้ แล้วแม่ก็ส่งขันที่ภายในมีดอกไม้และเงินอยู่ให้ผม ผมถูกสั่งให้คลานเข่าเข้าไปหาตา ผมได้ยินตาว่าคาถาอะไรไม่รู้ก่อนที่จะเอาแป้งเย็นๆมาเจิมที่หน้าผากผม พอเจิมเสร็จตาก็สั่งให้ผมเข้าไปนั่งในวงฆ้อง ตาจับไม้ฆ้องมาวางบนหัวผมแล้วเสกคาถาอะไรสักอย่างอยู่นิดหน่อยก่อนจะเป่ามาที่หัวผม ตากำชับผมว่าให้ตั้งใจและอย่าขืนมือ ผมปล่อยตัวตามสบายเก็บอาการเกร็งไว้ภายในยอมให้ตานำพามือและแขนผมไปตามลูกฆ้อง จากวันนั้นเป็นต้นมาเวลาวิ่งเล่นของผมก็น้อยลงหรือแทบไม่มีเลย เพราะหลังจากกลับจากโรงเรียนแล้วถ้าการบ้านไม่หนักจริงผมก็จะไม่มีวันได้ห่างไกลจากวงฆ้องและรางระนาดเป็นเด็ดขาด ยิ่งวันเสาร์ - อาทิตย์ด้วยแล้วผมอยากจะตะโกนดังๆเลยว่านรกชัดๆ
นับตั้งแต่ผมเรียนจบและได้งานทำในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในเมืองหลวงผมก็ไม่ได้กลับบ้านเลยตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ชีวิตหมอใหม่ก็อย่างนี้แหละครับถูกทดสอบทดลองและก็ใช้งานอยู่เรื่อย ทุกวันนี้ผมยิ่งสับสนตัวเองมากขึ้นว่าบ้านเกิดผมอยู่ที่เมืองหลวงเก่าอยุธยาหรือเมืองหลวงกรุงเทพที่แสนวุ่นวายกันแน่ เข้าพรรษาครั้งนี้ผมเลยไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปง่ายๆที่จะกลับบ้านมาเยี่ยมทุกคนโดยเฉพาะตาของผม แน่นอนครับเป็นการพบกับตาครั้งแรกหลังจากที่ผมได้งานทำเป็นคุณหมอเต็มตัว
รถไฟ รถเมล์ และมอเตอร์ไซค์รับจ้างนำพาผมมาจนถึงบ้านที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของดนตรีไทย บ้านที่รักของผม ผมเดินเข้าบ้านด้วยความดีใจที่ได้กลับมา แม่ลงมารับผมที่หน้าประตูรั้วพร้อมกับโอบกอดอย่างรักและคิดถึงโดยที่ผมไม่ทันได้ยกมือสวัสดี
“เป็นไงบ้างลูก” เสียงแม่สะอื้น
“มาอยู่หลายๆวันนะลูกนะ แม่คิดถึงเอ็งจะแย่แล้วลูก” น้ำตาแม่ไหลพราก ทำเอาผมพลอยน้ำตาซึมไปด้วย
ผมกอดแม่จนแน่นอยู่สักประเดี๋ยวโดยที่ไม่พูดอะไร คงเป็นเพราะความตื้นตันใจที่อัดอยู่ข้างในจนทำให้ไม่สามารถพูดได้ ผมโอบเอวแม่แล้วพากันขึ้นบ้าน ผมเห็นระนาดที่ผมเคยตีเมื่อตอนยังหัดใหม่ๆวางชิดข้างฝาอยู่ บ้านดูเงียบผิดปกติ
“แม่ครับ ทำไมบ้านดูเงียบๆ ไปทำปี่พาทย์กันหมดหรอ” ผมถามอย่างสงสัย
“งานด่วนน่ะลูก ตาเอ็งเขาก็ไม่อยากรับ นี่เห็นว่ารู้จักกันหรอกไม่อย่างนั้นคงเห็นนอนตีพุงกันเต็มบ้านแล้ว” แม่ตอบพลางส่งขันน้ำเย็นๆให้ผม
“กว่าจะกลับก็คงดึกน่ะลูก” แม่บอกต่อ
ผมนั่งลงกับพื้นตรงที่ระนาดวางอยู่ นานแล้วที่ผมไม่ได้จับมันเลย ผมคิดถึงมันมากและก็เชื่อว่ามันก็คิดถึงผมเหมือนกัน เพลงมากมายหลายเพลงที่ตาต่อให้ผมแม้จะจำได้บ้างไม่ได้บ้างแต่เพลงบางเพลงนั้นเหมือนมีเครื่องเตือนความจำอัตโนมัติติดอยู่ที่ก้านสมองของผม ยามใดที่นึกถึงเพลงๆนั้นผมจะขนลุกขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะเป็นเพลงหน้าพาทย์หรือเพลงที่มีทำนองน่ากลัวอะไรหรอกครับ แต่มันฝังหัวผมตรงที่ว่าผมต้องนั่งขวัญผวาเกือบทุกครั้งที่ต่อเพลงกับตา และเพลงไหนที่ถูกดุเอามากๆไปจนถึงขั้นเอาน้ำมาสาดหรือลุกมาเตะ ผมจะจดจำเพลงนั้นได้แม่นยำเป็นพิเศษทีเดียว
ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตาจะดุอะไรกันนักกันหนา ดุจนบางครั้งผมไม่อยากเข้าใกล้ตาเลยด้วยซ้ำ ผมไม่รู้ว่านี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมไม่คิดที่จะเรียนดนตรีหรือไม่ ตั้งแต่ผมเข้าเรียนมัธยมตาก็ดูไม่ค่อยชอบใจผมเท่าไรนัก บ่อยครั้งที่ตามักจะพูดว่าผมในทางที่ผมไม่ชอบ เช่นครั้งหนึ่งผมกลับมาจากโรงเรียนพอผมก้าวขึ้นบันไดบ้าน ตาที่กำลังนั่งติดตะกั่วผืนระนาดอยู่ก็เปรยขึ้นมาลอยๆว่า
“ซ่อมไปก็เท่านั้น ของปู่ย่าตายายไม่มีใครรักษา กูตายพวกมึงก็ขายทิ้งให้หมดนะ”
แม่กับน้านอมมองหน้าผมแล้วก็ยิ้มแหยงๆ วันนั้นผมไม่พอใจมากๆแต่ก็ไม่อยากที่จะต่อล้อต่อเถียงให้เป็นเรื่องเป็นราว
ผมจับไม้ระนาดขึ้นมาไล่มู่ล่งอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ตีเลยตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา มือไม้ผมอ่อนปวกเปียกเหมือนกับเด็กหัดใหม่ น้านอมเดินขึ้นบ้านมาพอดี
“อ้าวหลานชาย มาถึงนานแล้วหรอลูก” น้านอมทักผม
“ก็สักพักแล้วครับน้า” ผมวางไม้ระนาดมาสวัสดีน้านอม
“ฝีมือไม่ตกเลยนะ น้าได้ยินแต่ไกลเลย จะรอโชว์ตาหรือไง” น้านอมแซวผมเพราะรู้ประวัติการเรียนการสอนระหว่างตากับผมเป็นอย่างดี
หลังจากทักทายกับน้านอมสักประเดี๋ยวหนึ่งผมก็ไล่ระนาดต่อจนรู้สึกว่ามือไม้เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ผมคิดในใจแกมเข้าข้างตัวเองว่า…เราก็ยังไหวเหมือนเดิมนะเนี่ย…ครับผมเข้าข้างตัวเองเฉยๆเพราะตาไม่เคยชมผมเลย มีแต่ดุกับด่าและก็นิ่งเฉยอย่างเดียว
ผมตีระนาดไปจนหายคิดถึงเลยล่ะครับ ผมคิดถึงมันมากจริงๆ ถ้าอพาร์ตเม้นที่ผมพักอยู่เขาอนุญาตให้เสียงดังได้ผมคงไม่ต้องคิดถึงมันขนาดนี้ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมครับแม้ว่าตาจะพูดว่าผมยังไงก็เถอะ ผมไม่ยอมปล่อยให้มันร้างไปหรอก
สวนพริกหลังบ้านผมที่ตากับแม่ปลูกไว้ยังงามอยู่ตลอดเวลา ผมเห็นอย่างนี้มาตั้งแต่จำความได้ ตาบอกว่าตาชอบกินอาหารรสจัดเลยปลูกไว้กินเองไม่ต้องไปหาซื้อใคร ผมเดินมองมันอย่างคิดถึงอีกเช่นเคย ผมคิดถึงทุกอย่างแหละครับที่บ้านหลังนี้
ผมนั่งมองยอดมะม่วงที่สูงเกือบท่วมหลังคา เห็นแสงอาทิตย์สาดส่องเป็นสีแสดจ้า นกฝูงหนึ่งบินไปกันเป็นกลุ่ม นาฬิกาข้อมือผมส่งสัญญาณว่าขณะนี้เย็นมากแล้ว พอดีกับที่น้านอมร้องเรียกผมให้ขึ้นไปกินข้าวเย็น
วงข้าวที่หน้าจอโทรทัศน์กลางบ้านมีกับข้าวของโปรดหลายอย่างของผม แม่กับน้านอมรู้ดีครับว่าผมชอบกินและไม่ชอบกินอะไร สิ่งที่ผมชอบกินมักจะเป็นสิ่งที่ตาบอกว่าไม่อร่อย ทั้งที่ผมก็เคี้ยวอยู่ตุ้ยๆเต็มปาก ตาบอกว่ามันจืดเกิน แน่นอนล่ะครับของที่ตาชอบน่ะเผ็ดซะขนาดนั้น ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่กิน
ผมเริ่มลงมือจัดการกับของโปรดของผมทันที แกงส้มดอกแค น้ำพริกปลาทู ทอดมัน อร่อยๆทั้งนั้นเลยครับ
“ที่กรุงเทพหาแบบนี้อยากจริงๆ” ผมบอกแม่กับน้านอม
“อะไรก็สู่บ้านเราไม่ได้หรอกลูก กรุงเทพน่ะของกินของใช้แพงๆทั้งนั้น” น้านอมช่วยเสริมคำพูดผม
“ลูก เมื่อวานน่ะตาถามแม่ว่าเอ็งจะมาถึงกี่โมง…”
“อะไรนะครับ” ผมขัดจังหวะการพูดของแม่เพราะสงสัยว่าตาพูดถึงผมด้วยหรอ
“แกคงจะให้ไปช่วยตีระนาดมั้ง เห็นแกบ่นว่าปวดแขนอยู่ด้วย” แม่พูดต่อ
“ถึงมาทันผมก็ไม่ไปหรอกครับแม่ ไม่ได้ตีตั้งนาน ขืนไปตีไม่ถูกใจเข้าเดี๋ยวอาละวาดผมกลางงานล่ะแย่เลย” ผมพูดพลางเบะปากแล้วตักน้ำพริกมาใส่จาน
วันนี้ถึงแม้ว่าในวงข้าวของครอบครัวผมจะมีแค่ผม แม่ และก็น้านอมเท่านั้น แต่การที่ไม่ได้เจอกันนานทำให้เวลากินข้าวเป็นเวลาที่มีความสุขที่สุดของวัน ผมคุยกับแม่และน้านอมอยู่จนต่างคนต่างอิ่ม ผมอาสาเก็บของและล้างจานเอง นานแล้วที่ผมไม่ได้รับใช้ครอบครัวอย่างนี้ ตอนสมัยเด็กๆน่ะงานนี้เป็นงานประจำผมเลยก็ว่าได้
พระอาทิตย์รับขอบฟ้าไปแล้ว คงอีกนานกว่าที่ตา พ่อ และคนปี่พาทย์ในวงจะมาถึง ผมเปิดโทรทัศน์เพื่อดูข่าวและรอดูละครเรื่องที่ผมชอบ ข่าวช่อง 3 รายงานข่าวประจำวันว่าวันนี้มีเด็กนักเรียนแอบไปกินสบู่ดำที่หลังโรงเรียนจนมีอาการคลื่นไส้อาเจียนกันหลายสิบคน หมอและพยาบาลต้องวิ่งกันจ้าระหวั่นเพื่อให้การช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้ ผมหันไปมองระนาดที่ข้างฝาพลันคิดในใจว่าผมจะต้องทำหน้าที่ทั้งหมอและคนดนตรีไทยให้สมบูรณ์ไปพร้อมๆกันให้ได้
หลังจากละครหลังข่าวจบ ผมชะเง้อคอมองไปที่หน้าประตูรั้วบ้าน ยังไม่มีวี่แววว่า พวกปี่พาทย์จะกลับมา ผมจึงตัดสินใจเข้านอนก่อนโดยที่ไม่รอสวัสดีตา พ่อ และทุกคนในวง
คืนนี้อากาศดีมากครับ ผมนอนหลับสบายโดยที่หัวถึงหมอนแล้วก็นิ่งไปเลย
…กระทั่งช่วงเช้ามืด…
ผมได้ยินเสียงตึงตังและคนร้องเอะอะโวยวายลั่นบ้าน ผมลุกขึ้นอย่างงัวเงีย แม่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาผมแล้วบอกว่าตาเป็นลมล้มที่ระเบียง ผมรีบลุกจากที่นอนแล้ววิ่งไปหน้าบ้านทันที พ่อกับลุงชัยขับรถพาตาไปโรงพยาบาลแล้ว ผมรู้สึกเป็นห่วงตามาก อยากรักษาตาด้วยมือของผมเอง แม่กับน้านอมวิ่งลงบันไดไปคว้ามอเตอร์ไซค์จะตามไปที่โรงพยาบาล ผมขอแม่ไปด้วย ระหว่างทางในใจผมคิดถึงแต่ตา ผมเป็นห่วงตามากจริงๆ
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลหมอพาตาเข้าห้องฉุกเฉินไปแล้ว ทุกคนนั่งรออยู่หน้าห้องด้วยความเป็นห่วง ผมสวัสดีพ่อกับลุงชัยเพราะตั้งแต่กลับมาถึงก็ยังไม่ได้เจอกันเลย ลุงชัยบอกผมว่าเมื่อวานนี้ตาตีระนาดจนมือตายเพราะแกปวดแขนแต่ไม่ยอมให้ใครตีแทน แกบ่นเปรยๆว่าตอนนี้คนระนาดในวงเหลือแกคนเดียวแล้ว
สักครู่หนึ่งหมอเดินออกมาบอกว่าตาไม่เป็นอะไรมากแล้ว สามารถกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้เลย แต่เนื่องจากตามีอาการอ่อนเพลียมากและมีไข้เล็กน้อยหมอจึงให้ยาลดไข้ซึ่งอาจมีผลทำให้ตาเกิดอาการง่วงซึม ผมและทุกคนรู้สึกหมดกังวลไปเป็นปลิดทิ้ง
ผมกับพ่อช่วยอุ้มตาลงมากจากเตียง ตาดูสลึมสลือและอ่อนเพลียมาก ผมเข็นรถเข็นพาตาไปที่รถและสังเกตเห็นว่าตาเริ่มหลับสนิทแล้วจึงช่วยกันอุ้มตาขึ้นรถแล้วเดินทางกลับบ้าน
เมื่อถึงบ้านผมกับพ่อช่วยกันอุ้มตาขึ้นบนบ้าน น้านอมจัดเตียงไม้หวายตัวโปรดของตาให้ตาได้พักผ่อน ตาหลับไปนานจนกระทั่งบ้านโมงกว่าจึงตื่น
ผมเข้าไปกราบที่ตักตา แล้วส่งน้ำเกลือแร่ที่เตรียมไว้ให้ตา
“เอ็งมาตั้งแต่เมื่อไรล่ะ” เสียงตาแผ่วเบา ก่อนกระแอมออกมา 2-3 ครั้ง
“มาเมื่อวานนี้ครับ” ผมตอบ
ตาพยายามลุกขึ้นจากเตียงด้วยตัวเองแต่ด้วยพิษไข้จึงทำให้ตาแทบไม่มีแรงพยุงกายขึ้นมาได้ ผมช่วยพยุงตาขึ้นมา ตาบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ ผมประคองแขนตาเดินไปหลังบ้านส่งตาเข้าห้องน้ำจนตาเสร็จธุระ ตาเปิดประตูห้องน้ำออกมาพร้อมกับมองหน้าผม
“กฎหมายเขาห้ามหมอไม่ให้ตีระนาดหรือเปล่า” ตาถามขึ้นมาโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว
“เปล่าครับ” ผมก้มหน้าตอบ
“ดี” เสียงตาแข็งขึ้น “โลกนี้มันจะมีหมอตีระนาดสักคนก็ไม่เห็นมันจะเสียหายที่ไหน ใช่มั้ย?”
“ครับ” ผมก้มหน้าตอบอย่างจนใจ
ผมพาตากลับมานั่งที่เตียง แม่ยกสำรับอาหารมาให้ตา มีข้าวต้ม ยำไข่เค็ม และกุนเชียงทอด ผมตักอาหารเตรียมจะป้อนให้ตา ตาชูมือบอกปฏิเสธ
“เฮ้ย… ข้ากินเองได้ เอ็งไม่ต้องยุ่ง” ตาทำเสียงดุ
ผมวางช้อนลงในถ้วยแล้วก้มหน้านิ่ง
“ข้ายังไม่แก่ถึงขนาดช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แม้กระทั่งกินข้าว ว่าแต่เอ็งเถอะ งานการเป็นยังไงบ้างล่ะ” ตาประชดแล้วถามเหมือนให้ผมดีใจว่าแกก็ยังเป็นห่วง
“ก็หนักเอาการอยู่ครับตา” ผมตอบ
“เออ หนักแค่ไหนก็ต้องสู้ เอ็งเลือกที่จะเดินแล้ว” ตาพูดพลางเอามือมาตบไหล่ผม
“ครับ” ผมตอบพร้อมกับกอดขาตาแล้วก็ร้องไห้ แต่ข้างในผมก็ดีใจอยู่ลึกๆว่าตาคงไม่ได้เกลียดเราเหมือนอย่างที่เราคิด
“เฮ่อ…”เสียงตาถอนหายใจยาว
ผมเงยหน้าขึ้นมองตา
“ตาครับ ผมรักตานะครับ” ผมพูดพร้อมกับร้องไห้ออกมาโฮใหญ่ ตาลูบหัวผมเหมือนช่วยให้ผมคลายกังวล
“หยุดร้องๆ ไป ลุกไปตีระนาดให้ตาฟัง” เสียงตาบอกผม
ผมลุกไปจับไม้ระนาดได้อย่างทะมัดทแมงไม่มีความประหม่าเหมือนทุกครั้งที่ตีระนาดต่อหน้าตา ผมตีเดี่ยวเพลงอาหนูทางที่ตาต่อให้ตั้งแต่สมัยยังเรียนมัธยมอยู่ ผมตีระนาดครั้งนี้ด้วยใจ
จริงอย่างที่ตาพูดครับ ไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามไม่ให้หมอตีระนาด ผมสามารถเป็นทั้งหมอและคนดนตรีไทยได้โดยที่ไม่ทำให้งานอย่างใดอย่างหนึ่งเสีย ทั้งสองอย่างนี้เป็นหน้าที่ของผมที่ผมต้องทำ ผมเข้าใจแล้ว
เสียงระนาดของผมจบลงอย่างสุขใจ ตายังคงนั่งฟังอย่างสงบ ผมคลานมากราบที่ตักตาอีกครั้ง ตาเอามือลูบหัวผมพร้อมกับเสียงที่ทำให้ผมใจพองฟูและมีกำลังใจที่จะเรียนรู้คุณค่าของดนตรีต่อไป
“ไอ้หมอหลานตานี่ฝีมือมันไม่ตกจริงๆ”